อัตชีวประวัติ
ชื่อนางสาวศิโรรัตน์
วะรงค์ ชื่อเล่น แคตตี้ อายุ 19 ปี มีพี่น้องทั้งหมด
2 คน ดิฉันเป็นบุตรคนที่ 1 เกิดวันเสาร์
ที่ 12 เดือนมีนาคม พ.ศ.2537 เกิดที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ ครอบครัวของดิฉันเป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแท้
ดิฉันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 205 หมู่ 6
ตำบลยางชุมน้อย อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ ดิฉันจบการศึกษาระดับอนุบาล-ชั้น ป.6 จากโรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย(หน่วย)คุรุราษฎร์รังสรรค์
ซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลประจำอำเภอ ไปมาได้สะดวกและอยู่ใกล้ผู้ปกครอง พอดิฉันจบชั้นประถมศึกษาปีที่
6 แล้วดิฉันก็ได้ไปศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1-6 ที่โรงเรียนยางชุมน้อยพิทยาคมซึ่งตอนที่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
5 ก็ได้มีการคัดเลือกคณะกรรมการนักเรียนโดยการเลือกตั้งซึ่งดิฉันและเพื่อนๆก็ได้ชนะการเลือกตั้งและถูกแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการนักเรียนดิฉันและเพื่อนๆก็ได้ทำหน้าที่คณะกรรมการนักเรียนอย่างเต็มที่เต็มความสามารถ
พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2
ดิฉันและเพื่อนๆก็ได้ตกลงกันว่าจะไปสมัครเรียนพิเศษที่จังหวัดอุบลราชธานีพอถึงวันที่นัดหมายดิฉันและเพื่อนๆก็ได้ไปขึ้นรถไฟในตัวจังหวัดศรีสะเกษจากนั้นเมื่อถึงเวลาที่รถไฟมาถึงสถานีศรีสะเกษดิฉันและเพื่อนๆก็ได้ขึ้นรถไฟและรถไฟก็ออกจากสถานีศรีสะเกษมุ่งหน้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีระหว่างทางที่รถไฟวิ่งอยู่ดิฉันและเพื่อนๆก็ได้ชมวิวระหว่างที่เดินทาง
พอรถไฟวิ่งมาถึงครึ่งทางซึ่งตรงนั้นจะเป็นถนนตัดระหว่างหมู่บ้านกับทางรถไฟซึ่งตรงนั้นไม่มีสัญญาณเตือนว่ารถไฟจะมาตอนไหนและเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ
เมื่อรถไฟวิ่งมาถึงมีรถยนต์คันหนึ่งขับมาและเครื่องยนต์เกิดดับกลางรางรถไฟซึ่งรถไฟก็วิ่งมาด้วยความเร็วและได้ชนรถยนต์คันดังกล่าวเข้าอย่างแรงและอัดก๊อปปี้รถยนต์เข้ากับสะพานจนทำให้คนขับรถยนต์คันดังกล่าวเสียชีวิตคาที่
รถไฟก็ได้เบรคอย่างกระทันหันทำให้ทัศนียภาพโดยรอบเต็มไปด้วยควันที่เกิดจากการเสียดสีของรางรถไฟและล้อรถไฟ
ทำให้คนที่อยู่บนรถไฟต่างก็ตกใจและมีคนวิ่งลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นต่อมามีคนตะโกนขึ้นมาว่ารถไฟชนรถยนต์ให้ทุกคนลงมาจากรถไฟให้หมดเพราะรถยนต์คันดังกล่าวติดแก๊ชซึ่งมันอาจจะทำให้รถไฟระเบิดได้
ดิฉันและเพื่อนๆก็เลยวิ่งลงมาจากรถไฟด้วยความตกใจ ดิฉันและเพื่อนๆก็ไม่รู้ว่าที่ที่เกิดเหตุนี้คือที่ไหนและไม่รู้จะไปสมัครเรียนกันได้อย่างไรเพราะรถไฟก็ไม่สามารถวิ่งไปต่อได้
พอดีมีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เข้ามาถามว่าจะไปไหนกัน
ดิฉันและเพื่อนๆก็เลยบอกว่าจะเข้าไปในตัวเมืองอุบลไปสมัครเรียนชาวบ้านก็เลยถามว่าจะไปกันอย่างไร
ดิฉันและเพื่อนๆก็เลยตอบว่าไม่รู้เพราะก็ไม่รู้จักใครเลย ชาวบ้านคนดังกล่าวก็เลยบอกว่าจะไปส่ง
ดิฉันและเพื่อนๆรู้สึกดีใจมากที่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยในยามที่ลำบาก พอถึงที่สมัครเรียนดิฉันและเพื่อนๆก็พูดได้แค่คำว่า“ขอบคุณค่ะ” ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันและเพื่อนๆรู้ว่าคนไทยเรามีน้ำใจต่อกันและช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยากเสมอ
ชีวิตในอนาคต ดิฉันอยากรับราชการ
อยากมีชีวิตที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้
เลี้ยงดูพ่อแม่ให้อยู่สุขสบายไม่ต้องลำบากเหมือนทุกวันนี้ และดิฉันจะให้ความรักและให้ความรู้แก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
อยากเป็นครูที่ดีและเข้าใจเด็กเหมือนคุณครูหลายๆท่าน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น